สุขสันต์
July 21st, 2008วันเกิดนะ
หมีน้อย
ขอให้ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัย
แฮปปี้ๆ ชิวๆ
กระต่ายโง่
วันเกิดนะ
หมีน้อย
ขอให้ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัย
แฮปปี้ๆ ชิวๆ
กระต่ายโง่
เกมนี้ได้ไอเดียมาจากการที่นึกถึงสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองไทย
มันเริ่มตะหงิดมาจากวันนึงได้เห็นคนแต่งชุดกังฟูแบบฮิปฮอป ซึ่งดูทันสมัยและดูจีนด้วย
ผมเริ่มนั่งคุยกับเพื่อนดูว่า แล้วอะไรล่ะที่เราดูแล้วนึกถึงเมืองไทย
ประเด็นนี้ตัดพวก โขน เด็กหัวจุก หรืออะไรที่มันไทยแท้ไปก่อนนะ
คือต้องเป็นสิ่งที่ดูร่วมสมัยด้วย แบบสามารถใส่ในยุคปัจจุบันได้ ซึ่งคงไม่มีใครนุ่งโจงกระเบนหรือใส่ม่อฮ่อมเดินตามท้องถนนมากนัก
ทีนี้คุยไปคุยมาเลยไหลไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ผมเลยไปสะดุดกับสิ่งหนึ่งที่สามารถพบเห้นได้เกือบจะทุกวัน
ตะกร้อ
ทำไมต้องตะกร้อ?
ตั้งแต่เช้าออกจากบ้านขึ้นมอไซค์ ก้จะเจอวินมอไซค์เล่นตะกร้อ(นอกจากหมากฮอสนะ)
นั่งรถไฟฟ้าผ่านลานจอดรถ ก็เจอยามเล่นตะกร้อ
ตะกร้อเป็นกีฬาที่อยู่คู่สังคมมานาน สมัยมัธยมทุกคนก็น่าจะเคยเล่น(แน่นอน ผมเล่นไม่เก่ง)
ทีนี้ไหลไปต่อถึงคาแรกเตอร์ ภาพที่เป็นอุดมคติที่มักจะนึกถึงเวลาเล่นตะกร้อคืออะไร
…
ชายในชุดกีฬาขาสั้น โพกหัวด้วยผ้าสี จะเก๋าหน่อยต้องเหยียบส้นรองเท้านันยาง
และนั่นก็เป็นไอเดียที่คิดไว้ในใจ
จนเทอมนี้ได้ลงเรียนคลาส Inside Videogaming คลาสนี้ทำไรก็ได้
คือจะทำเกมให้เล่นจริงๆ (ใช้ Gamemaker) หรือจะทำแค่ Visual ก็ได้
ผมเลือกทำ visual ไม่ใช่ว่าเพราะ gamemaker มันจะง่อยนะ
เคยเห็นและเล่นเกมที่คนใช้ Gamemaker ทำมาแล้วและสนุกด้วย
งานออกมาใช้ได้เลย แนะนำเลยละกันว่าชื่อ Original Hell Zero
เป้นเกมที่ทำออกมาดีและลงตัว
กลับมาที่เกมตะกร้อต่อ
พอคิดได้ดังนั้นเลยเริ่มคิดถึงการเล่น
ตัวผมเคยเล่นเกมเกมนึงเมื่อสมัยเด็ก เป็นเกมวอลเลย์บอลที่มองจากด้านข้าง
ซึ่งเป็นค่ายเดียวเองมั้งที่ทำเกมวอลเลย์แบบมุมมองด้านข้าง เกมค่ายอื่นมักจะเพิ่มระนาบลึกเข้าไป
เกมที่ว่าก็คือ Super Volley Ball ของ Megadrive และ Power Spike ของ Neogeo
วิธีการเล่นก็คือ โต้บอลกันไปมาโดยเราสามารถที่จะตบหรือจะบล๊อกได้
เกมตะกร้อนี้จะเน้นที่ความสามารถพิเศษของตัวละคร ที่คิดไว้คร่าวๆก็จะมี
นักตะกร้อทีมชาติ วินมอไซค์ นักมวย เด็กมัธยม พนักงานออฟฟิศ สามล้อหรือไรก้ว่าไป
โดยจะจำลองฉากมาจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในเมืองไทย เช่น ตลาดน้ำ สนามหลวง ไรเงี้ย
โดยคร่าวๆก็จะเป้นเกมกีฬาผสมกับการต่อสู้เข้าไป
แต่จริงๆนึกไปมันก้ยังดูไม่ค่อยสมดุลย์เท่าไหร่ ![]()
ในส่วนของเดโมนี่ก็แสดงวิธีการเล่นแบบคร่าวๆ(อนิมาติก) กับรูปแบบโดยรวมที่เกมน่าจะเป็น
อ้อ เกมนี้สำหรับ Xbox Live Arcade นะฮะ
ปล. จริงๆมันต้องมีตัวละครทั้งหมด 2 ตัวในแต่ละฝั่ง
เราจะบังคับตัวหลัก แล้วมี npc ที่จะทำหน้าที่โดดบล๊อกอย่างเดียว(เราต้องกดเองนะ)
วิธีการเล่นนอกจากโต้ไปมาธรรมดาแล้ว ยังใช้ท่าพิเศษโดยการควงอนาล๊อก
เท้าของเราก็จะหมุนควงตามอนาล๊อกไป
อืม บางครั้งการโฆษณาก็ไม่ได้เป็นการส่งเสริมการขายแต่อย่างใด
ไม่เชื่อ ดู!!!
ปล. บางทีมันคงขึ้นกับเทรนสมัยนั้นละมั้ง
นี่เซลด้า
นี่ก็ยังเซลด้า เล่นแล้วจะเนิร์ดแบบนี้มั้ยเนี่ย
เอ่อ….. อารมณ์เดียวกับปกร็อคแมนเวอชั่นฝรั่ง
อืม เฟรดดี้สินะ -_-’
มึงอย่าบ้า
อันนี้จำได้เคยลงในทีวีแมกกาซีน ตอนมาถ่ายทำที่เมืองไทย
วันนี้เลิกเรียนราว4ทุ่มเห็นจะได้
จากนั้นยืนรอรถเมล์อีกราวๆครึ่งชั่วโมง… เยี่ยม!!!
ยังดีที่ปลายเดือนนี้ muni จะกลับมาวิ่งถึงตี1อีกครั้ง
หลังจากปิดซ่อมไปปีนึง ปีนึง!!!
นานจนนึกว่า muni มันปิด3ทุ่ม
หลังจากลงรถเมล์แล้วก็เข้าไปซื้อกาแฟในเซฟเวย์มาแล้วก็เดินกลับบ้าน
ทีนี่แปลกอย่างคือไม่มีไฟเดินถนนเลย แต่ก็ไม่น่ากลัวนะ
ความมืดทำให้มองเห็นดวงดาว
ดวงดาวเต็มท้องฟ้า กระจัดกระจายไปหมด
ความมืดที่แผ่กระจายเต็มท้องฟ้า ถูกแต้มด้วยดาวเป็นหย่อมๆ
เดินกลับบ้านพร้อมแหงนมองดวงดาวตลอดทาง
อาทิตย์ที่ผ่านมาที่ซานฟรานมีงาน GDC (Game Developer Conference) ปีนี้จัดแจงไปลงทะเบียนขอตั๋วจากรร.ไว้ตั้งแต่เปิดเทอม
ก็ได้มาสมใจพร้อมๆกับเพื่อนๆพี่ๆ รวมทั้งสิ้น 5 ใบ
ปีนี้ไปเดินส่งพอร์ท ขอฝึกงานในช่วงซัมเมอร์นี้
แต่ก็รู้ว่างานมันยังไม่ดี แต่ก็เอานะ โอกาสมันมาทั้งทีไม่ลองก็กระไรอยู่
เดินดูงานแล้วรู้สึกงานเรามันลูกแมวมาก
งานที่โชว์ส่วนใหญ่เป็นงานสิงโต XD
ปีนี้เลยไม่ได้ถ่ายรุปไรมากเลย แต่ความรุ้สึกคิดว่าดีกว่าปีที่แล้วนะ
http://histudio.exteen.com/20070310/gdc-2007
แต่อาจจะเป็นเพราะปีนี้รู้ว่าจะมาทำอะไร เลยเดินมีเป้าหมายหน่อย
แถมมากับพี่น้องกันอีกตั้ง 4-5 คนเลยเฮฮาสนุกสนาน
เสร็จงานก็ไปกินร้านจีนแถว รร.ที่ไม่เคยไปมาก่อน
อารมณ์เหมือนโต๊ะจีน ดีที่ไปกันเยอะ 7คนได้ เลยสั่งอาหารได้หลากหลาย
อิ่มอร่อยพร้อมโดดเรียนแล้วก็เลยกลับบ้าน
วันเสาร์ก็ไปงาน wondercon ปีนี้เรียกได้ว่าไปซื้อของอย่างเดียวเลย
ค่าตั๋ว 12$ เนื่องจากพี่เกี๊ยกจัดแจงซื้อผ่านเนตเรียบร้อย
ตอนแรกเฮียแกหาคนไปเลยมากระซิบเรา ทีนี้เลยไปฮากันสมใจ
ผุ้ร่วมขบวนทั้งสิ้น 6 คนได้ก็ไปซื้อของดูของกันจนเมื่อย
แม่งใหญ่จริง ทีแรกนึกว่าจะไม่ใหญ่ งานที่ญี่ปุ่นคงใหญ่และจริงจังกว่านี้มากๆแน่ๆ
ตอนเข้างานเจอพี่จี๊ปกับแป้ง(ไม่รุ้อายุแต่น่าจะไล่ๆกัน) มาแจกคอมมิกที่ทำกันอยุ่
แจกโปสการ์ดนะ ไม่ใช่หนังสือ แต่ใกล้ออกละจะไปอุดหนุนนะฮะ
จบงานก็กลับบ้านไม่สิ ไปเล่น Wii ต่อที่บ้านแนร์
งานนี้ไปเดินได้โยชิมา 1 ตัวกับหนังสือ The Winston Effect
ชอบโคตรๆ ตัดสินใจเข้าไอดีเพราะเหตุนี้เลยนะ อยากทำสเปเชี่ยลเอฟเฟก
แล้วเป็นไง… ![]()
ก็เป็นอาทิตย์ที่เฮฮา สนุกสนาน แม้จะเครียดช่วงตัดรีลว่าจะไม่ทันก็เหอะ
แต่มิชชั่นยังไม่คอมพลีท ยังเหลือภารกิจส่งรีลไปสมัครทางเมลอีกส่วนนึง
เอาเว้ย!!!
เคยมั้ยที่สบตากับใครบางคนโดยไม่ได้นัดหมาย
บางครั้งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ เหมือนจะแอบมองแต่แล้วจุ่ๆอีกฝ่ายก็หันมาสบตา
หลายครั้งที่สบตาแล้วคนที่โดนสบด้วย เขินอายหนีหายไป
แต่ถ้าบังเอิญไปสบตาจิ๊กโก๋เข้านี่ก็อาจจะโดนมองกลับพร้อมทักทายตามประสาหาเรื่องเข้าได้…
ที่คณะของผมถึงแม้จะมีโรงอาหารอยุ่ แต่พวกผมก็มักจะพากันไปกินข้าวที่โรงอาหารคณะใกล้เคียง
แน่นอน โรงอาหารที่พวกผมมักจะพากันไปดู(อาหาร)และกิน(วิว)นั้น คงไม่พ้นโรงอาหารที่คณะอักษรศาสตร์
ช่วงนั้นเป็นช่วงเทอม 2 จัดว่าเป็นช่วงที่เปรี้ยวที่สุดแล้วก็ว่าได้
ความเฮ้วห่าที่มีมาในเทอมแรกก็เริ่มคงที่และปรับเปลี่ยนจากเงอะงะมาเป็นมีมาดกัน
ภาพลักษณ์ที่คนภายนอกเห็นอาจจะคล้ายๆกัน
นิสิตหนุ่มผมยาว หนวดเคราโกนมั่งไม่โกนมั่งเชิ้ตขาว กางเกงยีนส์ เดินกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่
ไม่ว่าใครเห็นก็อดมีเสียวไม่ได้ แม้ว่าจริงๆ แล้วจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม ตลกโปกฮาไปตามเรื่อง
วันนั้นเป็นช่วงปลายของเทอมสองตอนปี 1…
ก็เป็นเหมือนวันปกติทั่วไปที่พวกผมจะพากันไปกินอาหารกันที่โรงอาหารอักษรเช่นเคย
ด้วยความที่ยังเฟี้ยว ผมก็มองคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยซึ่งส่วนมากคนที่โดนสบตาจะก้มหน้าแล้วเดินหนี(ฮ่าๆ)
แต่แล้วสายตาผมก็มาหยุดอยุ่ที่สาวน้อยนางนึง ที่กำลังยืนรอรถเมล์อยุ่หน้าตึกเรียน
เธอคนนี้หน้าตาไม่มีจุดเด่นอะไรมากนัก แต่ด้วยความที่ยืนอยุ่คนเดียวโดดๆ ผมเลยมองไปเรื่อยๆ
ตอนนั้นผมเดินอยู่ท้ายสุดกับเพื่อนอีกคน ผมก็เริ่มสบตากับเธอคนนั้นตั้งแต่ระยะ 10 เมตร
ซึ่งเธอคนนั้นก็หันมาสบตากับผมเช่นกัน
เราสบตากันนานพอสมควร นานจนผมเดินผ่านเธอไปได้ 3 เมตรก็ยังคงสบตาอยุ่
เหมือนจะไม่มีใครยอมใครกันเลย
สุดท้ายก็เป็นผมที่ละสายตาไปแล้วเดินต่อไปกับเพื่อน
แต่ทันทีที่หันกลับไปก็ได้ยินเสียงใสๆทักมาว่า
“ตอย”
ผมหยุดชะงักแล้วหันกลับไปหาเธอ
“อ่า เรารู้จักกันด้วยหรอ”
“เรา… ไง ที่อยุ่บ้านรับน้องเดียวกันอ่ะ ที่เราเป็นบัดดี้เธอไง”
“อ่อ เธอนี่เอง” ปากผมตอบรับคำ แต่ในใจนั้นวิ่งเข้าไปค้นหาคำว่าบ้านรับน้องว่ามันคืออะไร
แล้วผมก็นึกออก…
ที่จุฬานั้นจะมีวันรับน้องที่เรียกว่า “ก้าวใหม่จุฬา”
โดยทาง อบจ.(องค์การบริหารจุฬา) ที่ดำเนินการโดยนิสิตจะเป้นผู้ดำเนินงาน
นิสิตจากคณะต่างๆจะถูกกระจายกันไปอยู่ตามบ้านรับน้องต่างๆเป็นเวลา 3วัน 2 คืน
การรับน้องเช่นนี้ ข้อดีคือทำให้นิสิตใหม่ต่างรู้จักกับนิสิตต่างคณะกันได้รวดเร็ว
(ข้อนี้ในตอนแรกหลายๆคนก็มักจะอยากจับกลุ่มกับเพื่อนมากกว่า แต่เมื่อโตๆมาจะพากันเสียดายว่า
ทำไมเราไม่มีเพื่อนต่างคณะกันเลยว้า บัญชีงี้ อักษรงี้
)
ก็เอาเป็นว่าผมได้มาอยุ่บ้านรับน้องหลังนึงกับบรรดาผองเพื่อนที่มาจาก รร.มัธยมเดียวกัน
กิจกรรมรับน้องก็เป็นไปอย่างเฮฮา เน้นการละลายพฤติกรรมเป็นส่วนใหญ่
ท่าเต้นแปลกๆ ตลกๆ แต่ไม่มีติดเรทก็ถูกบรรดาพี่ๆจับแกมบังคับให้น้องๆทั้งหลายเต้นกัน
แต่กิจกรรมที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่น้องๆทั้งหลาย น่าจะคือการเทคบัดดี้
การเทคบัดดี้คือทุกคนจะไปจับสลากดูว่าตนเองได้ชื่อใคร แล้วก็แอบป้อนขนม หรือเทคแคร์ต่างๆ
อาจจะฝากคนอื่นไปเทคมั่งก็ได้ ข้อนี้ทำให้นิสิตทั้งชายและหญิงได้มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น
เพราะบัดดี้ของแต่ละคนนั้นจะเป็นเพศตรงข้ามกัน
ถึงตอนนี้ก็มีเพื่อนๆหลายคนที่เชี่ยวๆ ออกแนวเทคแคร์ดะ ใครน่ารักก็ไปเทคแคร์ได้ อาศัยลูกเนียนไปเรื่อย
สำหรับผมนะหรอ…
บัดดี้ที่ผมจับได้คงมีการผิดพลาดอะไรสักอย่าง เพราะผมได้ผู้ชายมาเป็นบัดดี้
การเล่นบัดดี้ของผมจึงจบลงตั้งแต่วินาทีนั้นเป้นต้นไป
กิจกรรมรับน้องก็ยังคงดำเนินไปเรื่อย ตัวผมเองก้มีคนมาเทคมั่งประปราย
แต่ ณ.เวลานั้นผมเองก็จำไม่ค่อยได้หรอกว่าใครเป็นใคร…
“อ่อ เธอนี่เอง” ปากผมตอบไปพร้อมกับความทรงจำที่กลับมา
“เป็นบัดดี้เราใช่มั้ยอ่ะ ขอบใจมากนะ เราจำคนไม่ค่อยได้อ่ะ”
“แน่ละ ตอนเขาเฉลยบัดดี้กัน เธอก็ไม่ยอมมาแล้วนี่ของที่เราฝากไปให้ได้รึยังล่ะ” เธอถาม
“อื้อ ได้ละ ขอบใจมาก” ผมตอบ
“แล้วนี่กำลังไปไหนล่ะ” เธอถามพร้อมกับชำเลืองมองไปยังกลุ่มเพื่อนๆผมที่เดินลิบๆโดยมีบางคนหันมามองเป็นระยะ
“ไปกินข้าวน่ะ ที่อักษร”
“แน่ใจนะว่า ไปกินข้าว” เธอตอบกลับมาอย่างรู้ทัน
“แหะๆ” ผมไม่รุ้จะตอบอะไร
“งั้นเราไปก่อนนะ โชคดี”
“อื้อ บ๊ายบาย”
หลังจากนั้นเราสองคนก็แยกกันเดินไปคนละทาง
ถ้ามีคนมองมาจากฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นเป็น ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา
และนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับเธอ…
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา…
ขับรถชนแรคคูน…
แรคคูนตัวเล็กขนาดเท่าแมวเหมียว
แรคคูนหน้าเรียวๆ แต่ตัวไม่เพรียวแถมลงพุง
แรคคูนน้อยเหมือนใส่หน้ากากงานแฟนซี
หางเป็นลายสลับดำขาว พวงๆน่ารัก
แรคคูนวิ่งตัดหน้ารถที่ความเร็ว 30 ไมล์นิดๆ
ระยะห่างในการสบตากันครั้งแรกนั้นราว 2 เมตรได้
มันกระชั้นมาก ผมกระทืบเบรกไปเต็มที่
แต่รถยังคงพุ่งไปอยู่…
แรคคูนโดนกระแทกดังอั้ก
ใจหายวาบไปไหนไม่รู้ พร้อมกับรถที่หยุดสนิท
พลันสายตาเหลือบไปเห็นแรคคูนน้อย
แรคคูนตัวน้อยรีบวิ่งข้ามถนนแล้วหลบเข้าไปในบ้านใครไม่รู้
แรคคูนน้อยไม่เป็นไร แค่เจ็บนิดหน่อย
ผมเองก็เสียใจเหมือนกันที่ไปชนเจ้าแรคคูน
แต่ไม่ได้ตั้งใจ แรคคูนไม่ตาย ผมก็สบายใจ
ชอบหรือว่ารัก?
หลายครั้งผมเคยสงสัยว่าการที่คนเราจะคบกันเป็นแฟนนั้นมันเริ่มมาจากอะไร
หลายคู่เริ่มจากชอบ ก่อนที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นมาเป็นความรัก
หลายคู่เริ่มจากชอบเช่นกัน ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นรักและกลับกลายเป็นไม่รัก
หลายคู่เช่นกัน ที่เริ่มจากการชอบ แต่สุดท้ายจากกันที่ความรัก
ครั้งแรกที่มีแฟนเป็นตัวตนนั้น จำได้ว่าวันนั้นเป็นช่วงเกือบปิดเทอม
เป็นช่วงปลายของเดือนมีนาคม สมัยที่อยู่ชั้นปีที่สอง
วันนั้นก็เหมือนวันทั่วๆไป ที่ผมและเธอมาเจอกันหลังเลิกเรียน
เรามักจะใช้เวลาช่วงเย็นด้วยกันเสมอๆ ด้วยความที่เธออยุ๋หอไม่ไกลจากมหาลัยเท่าไหร่นัก
หากวันไหนผมไม่ไปวิ่งเล่น เราก็จะไปเดินเล่นกัน
บางทีก็นั่งให้ขนมปังปลาในสระน้ำที่มหาลัย
แต่วันนั้นผมและเธอนั่งเล่นอยุ่ทีขั้นบันไดหน้าสยามเซ็นเตอร์
สมัยนั้นพื้นที่บริเวณหน้าสยามเซ็นเตอร์ประกอบไปด้วยบันได
บันไดเน้นๆ จึงสามารถเห็นผู้คนหลากหลายที่รอรถเมล์อยุ่แถวนั้นนั่งกันเปะปะ
หากแต่ก็มีหลายคู่เช่นกันที่มานั่งชมวิวสยามยามค่ำคืนเช่นผมและเธอ
วันนั้นเราก็นั่งคุยกันตามปกติ เรื่องทั่วๆไป เรื่องเรื่อยเปื่อย
แต่วันนั้นเป็นวันที่ผมมีเรื่องอะไรจะบอกกับเธอ
หลังจากนั่งชิวไปเรื่อย ผมก็บอกเธอว่ามีอะไรจะบอก
เหมือนเธอจะรู้ว่าผมจะพูดอะไร เลยทำหน้าทะเล้นก่อนจะพูดว่า
“ทำไม จะขอเราเป็นแฟนหรอ”
“เออ” ผมตอบ
หลังจากนั้นเราก็เป็นแฟนกัน ไรมันจะเร็วขนาดนั้นเนี่ย
วันนั้นผมกลับบ้านด้วยหัวใจพองโต
หลังจากวันนั้นเธอก็โทรมาหาผมเหมือนเคย
แต่เธอมักจะเฝ้าเพียรถามผมอยุ๋เรื่อยว่า ผมมีอะไรจะบอกเธอมั้ย
ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าเธอจะหมายถึงอะไร จนมาคิดขึ้นมาได้ว่า
หรือเธออยากให้บอกรัก…
คำว่ารักสำหรับผมนั้น มันยากที่จะเอ่ย
ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ผมจะไม่เอ่ยคำนี้พร่ำเพรื่อ
ผมบอกเธอไปว่าไม่มีอะไร ทำไมหรอ
เธอก็บอกปัดไปว่าไม่มีอะไร ถามไปงั้น
หลายวันผ่านไป เธอก็ยังคงถามคำถามนี้กับผมอยุ่เรื่อยมา
จนวันนึงเมื่อเธอถามมากเข้า ผมจึงบอกไปว่า
ถ้าจะให้บอกว่ารัก ตัวผมในตอนนั้นยังไม่แน่ใจ
การที่จะพูดออกไปลอยๆ มันก็เหมือนไร้ความหมาย
ถ้าหากมั่นใจเมื่อไหร่ ผมก็พร้อมที่จะบอกเอง
กาลกลับกลายเป็นว่า เราเข้าใจผิดกันไปคนละเรื่อง
ที่แท้เธอเฝ้าเพียรถามผมเสมอมาว่า ที่เราตกลงกันวันนั้นนี่จริงๆหรือเปล่า
เพราะเหมือนเราพูดกันเล่นๆกันมากกว่า
ถึงตอนนี้ต่างคนก็ต่างขำกันและกัน ขำในเรื่องที่เข้าใจกันไปคนละอย่าง
เราเริ่มจากการชอบ…
ชอบพอนิสัยใจคอ การที่อยุ่ใกล้ใครสักคนแล้วรุ้สึกสบายใจ
คนที่บางครั้งเราไม่พูดอะไร ก็รู้ว่าเราต้องการอะไร
คนที่บางครั้งคิดตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
คนที่ไม่ต้องการอะไรจากเรา
คนที่เ้ราอยากจะให้สิ่งดีๆมากมายเสมอมา
แต่เราจบกันที่ความรัก
ไม่ใช่ว่าผมหมดรักเธอ ไม่ใช่ว่าเธอหมดรักผม
แต่ด้วยเหตุผลที่มีมากมาย จึงทำให้เราจากกัน
บางครั้งการที่อยู่ด้วยกันนานๆ ทำให้ผมลืมไปว่าความรักคืออะไร
การที่เราอยุ่ใกล้สิ่งหนึ่งนานมากๆ จนวันนึงเราลืมไปว่ายังมีสิ่งนั้นอยุ่
จวบจนเมื่อสิ่งนั้นได้หายไป เราถึงจะรู้สึกตัวว่าสิ่งๆนั้นได้หายไปจากชีวิตเราแล้ว
ผมอาจจะลืมไปว่าความรักคืออะไร จวบจนวันที่ความรักได้ห่างหาย
จึงทำให้ผมรุ้ว่าสิ่งที่หายไปคือความรัก
ทั้งการให้และการได้รับก็เป็นความรักทั้งสิ้น
สุขใจเมื่อได้ให้ อิ่มใจเมื่อได้รับ
แต่เอาเห๊อะ รุ้ว่าอยู่ดีสบายดีก็โอแล้วน่า ![]()
ตั้งแต่มาที่เมกานี่ ผมก็ได้เห็นวัฒนธรรมที่ต่างกันหลายอย่าง
แต่สิ่งที่เห็นบ่อยคือการทักทายด้วยการกอด หรือหอมแก้มในบางที
แรกๆก็เขินเหมือนกันกับการที่จู่ๆก็มีคนมากอด แต่หลังๆเริ่มชิน(ชอบด้วย)
แต่ยังไงการกอดแบบนั้นมันก็ไม่ได้ความรู้สึกเท่ากับการที่เรากอดคนใกล้ชิด
กอดพ่อ แม่ พี่น้อง แต่จะว่าไปแล้วผมเองก้ไม่ค่อยได้แสดงความรักแบบนี้สักเท่าไหร่นัก
นานๆจะกอดแม่สักที พ่อไม่ค่อยหรือไม่เคยเลยก็จะว่าได้
ครั้งสุดท้ายที่กอดแม่คือก่อนขึ้นเครื่องมาที่ซานฟรานซิสโกนี่
ตอนนั้นกำลังจะเข้าเกทแล้ว ร่ำลาเพื่อนๆกับที่บ้านเรียบร้อย แล้วแม่ก็เรียกเข้ามากอด
ที่จริงอยากกอดหลายๆคนแต่ก็มัวแต่เขินอายกัน
เลยกอดกับแม่ นึกขึ้นได้ว่าตอนอากงแม่ไม่สบายแล้วไปเยี่ยม
ก็เจออาอี๊ที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปีมากๆ อาอี๊ก็ขอกอดทีนึง
ความอบอุ่นที่ได้รับมันต่างกับการกอดแบบทักทายเสียจริง
แต่กอดแบบพ่อแม่มันก็ต่างจากการกอดแบบหญิงชายอยุ่แล้ว
ถ้าแยกไปอีกประเภทแม่งยิบย่อยขึ้นเรื่อยๆ ก้ละไว้ในฐานที่เข้าใจละกันงั้น
ครั้งสุดท้ายที่ได้สวมกอดแบบแน่นๆแนบๆ นี่มันนานขนาดไหนแล้วนะ
อาจจะเกือบๆปีแล้วมั้ง
ไออุ่นจากตัว กลิ่มแชมพูจากผม กับอ้อมแขนที่นุ่มนวล
เพียงแค่หลับตาลงก็เหมือนความรู้สึกของคน 2 คนจะถ่ายทอดผ่านกันได้
บางครั้งเหมือนจะอ่อนระทวย บางครับอยากกอดแน่นๆ ขนลุกนิดๆ
แต่อบอุ่นและแน่นไปหมด
ความรู้สึกแบบนั้น…
มันเป็นยังไงนะ
เมื่อคืนฝันแปลก 2 เรื่องติด
เรื่องแรกแปลกนิดๆฝันว่าเจอเพื่อนสมัยเรียนมัธยมทั้งโรงเรียน
เหมือนงานเลี้ยงรุ่นหรือไรไม่รู้ แต่ไม่น่าใช่แค่ทุกคนมาอยุ๋ในสถานที่ใหม่
คลับคล้ายว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่น ไม่รู้ทำไม อาจจะด้วยสถานที่คับแคบ
แล้วไปไงต่อจำไม่ได้มันไหลมาฝันที่ 2 เลย
ฝันที่ 2 นั้นเหมือนเหตุตอนแรกจะเกิดที่โรงเรียนประถมที่เคยเรียนมา
ออกแนวรุ่นพี่กลับไปดูรุ่นน้อง พี่แก่ๆกลับไปเล่าให้คำแนะนำเด็กรุ่นน้อง
แล้วจู่ๆก็มีลุกช้างหลุดออกมา
แม้จะเป็นแค่ลูกช้างแต่ในฝันออกแนวหนังสัตว์สยองขวัญ
ลูกช้างไล่ล่าทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ผมก้วิ่งหนีขึ้นตึกวิ่งสลับชั้นไปมา
ลูกช้างก็วิ่งไล่ไปเรื่อย ผู้คนก็หนีกันชุลมุน
แล้วจู่ๆโรงเรียนประถมที่เคยเรียนก็เปลี่ยนมาเป็นคฤหาสน์ได้ยังไงไม่รู้
มันสิ่งไปมาจนจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ลูกช้างก็ยังออกวิ่งไล่ล่าทุกสิ่งอยุ่เหมือนเดิม
ตัวละครก้เปลี่ยนไปจากเด็กประถมรุ่นน้องเป็นใครไม่รู้ แต่รุ่นๆเดียวกัน
แล้วหนึ่งในนั้นก็มีเธออยุ่ด้วย…
ผมก้พาเธอหนี(ลูกช้าง) วิ่งขึ้นวิ่งลงหลบตามห้องต่างๆ
เล่นเอาเหนื่อยเลย เหมือนในชอตหนังสยองขวัญที่ใกล้ไคลแมกซ์
ทุกคนมารวมกันอยุ่ในห้องเล็กๆห้องนึง เธอหมอบอยุ่ข้างผม
แล้วทันใดนั้นลูกช้างที่เดินอยุ่ข้างนอกก็วิ่งเข้ามาในห้องนั้น
ด้วยความตกใจทุกคนจึงรีบ วิ่งหนีขึ้นบันไดไปชั้นบน
ผมก็วิ่งนำหน้าทุกคน ทุกคนวิ่งขึ้นไปอย่างเร่งรีบ
แต่เมื่อผมหันมาอีกทีเธอก็ไม่อยุ่แล้ว
ผมวิ่งสวนทุกคนลงบันไดไป พลางตะโกนเรียก
ผมวิ่งสวนผู้คนลงบันไดไปชั้นแล้วชั้นเล่า ก็ยังไม่เจอเธอ
เสียงช้างน้อยก้ดังเข้ามาเรื่อยๆ
แล้วก็ผมเจอเธอ เธอยืนเกาะราวบันไดหอบอยู่
ไม่ต้องพุดพล่มทำเพลงอะไร ผมจูงมือเธอแล้วก็ออกวิ่งไปด้วยกัน
แล้วก็ตื่น…
ตื่นเพราะรู้สึกตัวตอนจูงมือเธอวิ่งว่ากำลังฝันอยุ่ ก็เลยตื่น
ตื่นมาก้จะเที่ยงแล้ว โอ้ละหนอปิดเทอมของเรา
ปกติก็ฝันแปลกอยุ่ทุกคืน แต่ฝันเมื่อคืนเหมือนนัยนะอะไรบางอย่าง
เลยเมลไปเล่าให้เธอฟัง แล้วก้มานั่งคิดว่าทำไมต้องเป้นลูกช้าง
อาจเพราะเหตุเกิดในอาคาร สัตว์ประหลาดเลยขนาดไม่ควรใหญ่มาก
เวลาไล่ตามห้องได้ไม่ติดขัดมั้ง
เป็นฝันที่แปลก + เหนื่อยในรอบเดือนเลยแฮะ