เคยมั้ยที่สบตากับใครบางคนโดยไม่ได้นัดหมาย
บางครั้งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ เหมือนจะแอบมองแต่แล้วจุ่ๆอีกฝ่ายก็หันมาสบตา
หลายครั้งที่สบตาแล้วคนที่โดนสบด้วย เขินอายหนีหายไป
แต่ถ้าบังเอิญไปสบตาจิ๊กโก๋เข้านี่ก็อาจจะโดนมองกลับพร้อมทักทายตามประสาหาเรื่องเข้าได้…
ที่คณะของผมถึงแม้จะมีโรงอาหารอยุ่ แต่พวกผมก็มักจะพากันไปกินข้าวที่โรงอาหารคณะใกล้เคียง
แน่นอน โรงอาหารที่พวกผมมักจะพากันไปดู(อาหาร)และกิน(วิว)นั้น คงไม่พ้นโรงอาหารที่คณะอักษรศาสตร์
ช่วงนั้นเป็นช่วงเทอม 2 จัดว่าเป็นช่วงที่เปรี้ยวที่สุดแล้วก็ว่าได้
ความเฮ้วห่าที่มีมาในเทอมแรกก็เริ่มคงที่และปรับเปลี่ยนจากเงอะงะมาเป็นมีมาดกัน
ภาพลักษณ์ที่คนภายนอกเห็นอาจจะคล้ายๆกัน
นิสิตหนุ่มผมยาว หนวดเคราโกนมั่งไม่โกนมั่งเชิ้ตขาว กางเกงยีนส์ เดินกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่
ไม่ว่าใครเห็นก็อดมีเสียวไม่ได้ แม้ว่าจริงๆ แล้วจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม ตลกโปกฮาไปตามเรื่อง
วันนั้นเป็นช่วงปลายของเทอมสองตอนปี 1…
ก็เป็นเหมือนวันปกติทั่วไปที่พวกผมจะพากันไปกินอาหารกันที่โรงอาหารอักษรเช่นเคย
ด้วยความที่ยังเฟี้ยว ผมก็มองคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยซึ่งส่วนมากคนที่โดนสบตาจะก้มหน้าแล้วเดินหนี(ฮ่าๆ)
แต่แล้วสายตาผมก็มาหยุดอยุ่ที่สาวน้อยนางนึง ที่กำลังยืนรอรถเมล์อยุ่หน้าตึกเรียน
เธอคนนี้หน้าตาไม่มีจุดเด่นอะไรมากนัก แต่ด้วยความที่ยืนอยุ่คนเดียวโดดๆ ผมเลยมองไปเรื่อยๆ
ตอนนั้นผมเดินอยู่ท้ายสุดกับเพื่อนอีกคน ผมก็เริ่มสบตากับเธอคนนั้นตั้งแต่ระยะ 10 เมตร
ซึ่งเธอคนนั้นก็หันมาสบตากับผมเช่นกัน
เราสบตากันนานพอสมควร นานจนผมเดินผ่านเธอไปได้ 3 เมตรก็ยังคงสบตาอยุ่
เหมือนจะไม่มีใครยอมใครกันเลย
สุดท้ายก็เป็นผมที่ละสายตาไปแล้วเดินต่อไปกับเพื่อน
แต่ทันทีที่หันกลับไปก็ได้ยินเสียงใสๆทักมาว่า
“ตอย”
ผมหยุดชะงักแล้วหันกลับไปหาเธอ
“อ่า เรารู้จักกันด้วยหรอ”
“เรา… ไง ที่อยุ่บ้านรับน้องเดียวกันอ่ะ ที่เราเป็นบัดดี้เธอไง”
“อ่อ เธอนี่เอง” ปากผมตอบรับคำ แต่ในใจนั้นวิ่งเข้าไปค้นหาคำว่าบ้านรับน้องว่ามันคืออะไร
แล้วผมก็นึกออก…
ที่จุฬานั้นจะมีวันรับน้องที่เรียกว่า “ก้าวใหม่จุฬา”
โดยทาง อบจ.(องค์การบริหารจุฬา) ที่ดำเนินการโดยนิสิตจะเป้นผู้ดำเนินงาน
นิสิตจากคณะต่างๆจะถูกกระจายกันไปอยู่ตามบ้านรับน้องต่างๆเป็นเวลา 3วัน 2 คืน
การรับน้องเช่นนี้ ข้อดีคือทำให้นิสิตใหม่ต่างรู้จักกับนิสิตต่างคณะกันได้รวดเร็ว
(ข้อนี้ในตอนแรกหลายๆคนก็มักจะอยากจับกลุ่มกับเพื่อนมากกว่า แต่เมื่อโตๆมาจะพากันเสียดายว่า
ทำไมเราไม่มีเพื่อนต่างคณะกันเลยว้า บัญชีงี้ อักษรงี้
)
ก็เอาเป็นว่าผมได้มาอยุ่บ้านรับน้องหลังนึงกับบรรดาผองเพื่อนที่มาจาก รร.มัธยมเดียวกัน
กิจกรรมรับน้องก็เป็นไปอย่างเฮฮา เน้นการละลายพฤติกรรมเป็นส่วนใหญ่
ท่าเต้นแปลกๆ ตลกๆ แต่ไม่มีติดเรทก็ถูกบรรดาพี่ๆจับแกมบังคับให้น้องๆทั้งหลายเต้นกัน
แต่กิจกรรมที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่น้องๆทั้งหลาย น่าจะคือการเทคบัดดี้
การเทคบัดดี้คือทุกคนจะไปจับสลากดูว่าตนเองได้ชื่อใคร แล้วก็แอบป้อนขนม หรือเทคแคร์ต่างๆ
อาจจะฝากคนอื่นไปเทคมั่งก็ได้ ข้อนี้ทำให้นิสิตทั้งชายและหญิงได้มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น
เพราะบัดดี้ของแต่ละคนนั้นจะเป็นเพศตรงข้ามกัน
ถึงตอนนี้ก็มีเพื่อนๆหลายคนที่เชี่ยวๆ ออกแนวเทคแคร์ดะ ใครน่ารักก็ไปเทคแคร์ได้ อาศัยลูกเนียนไปเรื่อย
สำหรับผมนะหรอ…
บัดดี้ที่ผมจับได้คงมีการผิดพลาดอะไรสักอย่าง เพราะผมได้ผู้ชายมาเป็นบัดดี้
การเล่นบัดดี้ของผมจึงจบลงตั้งแต่วินาทีนั้นเป้นต้นไป
กิจกรรมรับน้องก็ยังคงดำเนินไปเรื่อย ตัวผมเองก้มีคนมาเทคมั่งประปราย
แต่ ณ.เวลานั้นผมเองก็จำไม่ค่อยได้หรอกว่าใครเป็นใคร…
“อ่อ เธอนี่เอง” ปากผมตอบไปพร้อมกับความทรงจำที่กลับมา
“เป็นบัดดี้เราใช่มั้ยอ่ะ ขอบใจมากนะ เราจำคนไม่ค่อยได้อ่ะ”
“แน่ละ ตอนเขาเฉลยบัดดี้กัน เธอก็ไม่ยอมมาแล้วนี่ของที่เราฝากไปให้ได้รึยังล่ะ” เธอถาม
“อื้อ ได้ละ ขอบใจมาก” ผมตอบ
“แล้วนี่กำลังไปไหนล่ะ” เธอถามพร้อมกับชำเลืองมองไปยังกลุ่มเพื่อนๆผมที่เดินลิบๆโดยมีบางคนหันมามองเป็นระยะ
“ไปกินข้าวน่ะ ที่อักษร”
“แน่ใจนะว่า ไปกินข้าว” เธอตอบกลับมาอย่างรู้ทัน
“แหะๆ” ผมไม่รุ้จะตอบอะไร
“งั้นเราไปก่อนนะ โชคดี”
“อื้อ บ๊ายบาย”
หลังจากนั้นเราสองคนก็แยกกันเดินไปคนละทาง
ถ้ามีคนมองมาจากฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นเป็น ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา
และนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับเธอ…